💫🕛💫🚀 แดนศิวิไลซ์ ( หลงกาล ภาค 2 ) ตอนที่ 21 🚀💫🕛💫

กระทู้คำถาม
แคสสิโอเปีย บริเวณชายแดนในอาณาเขตซึ่งติดต่อกับจักรวรรดิแอตแลนติสใต้....

กองกำลังฝ่ายจักรวรรดิจำนวนหนึ่ง ทั้งกองทัพบกและทัพฟ้า เคลื่อนพลประชิดชายแดน และกำลังจะข้ามไปยังฝั่งแคว้นแคสสิโอเปียตามคำสั่งของเทพพยากรณ์ออเรเคิลที่ว่า ให้บุกเข้ายึดพื้นที่ไว้ก่อนเลย ไม่ต้องรอผลคำพิพากษาของศาลทวีป!

แต่ทว่า...เมื่อพวกเขากำลังข้ามอาณาเขต ก็พบว่ามีกองกำลังของฝ่ายสหพันธรัฐตั้งมั่นรออยู่ก่อนแล้วในฝั่งโน้น ด้วยจำนวนพอๆ กัน!

"กองทัพจักรวรรดิ จงฟัง!!" เสียงประกาศก้องผ่านเครื่องขยายเสียงจากฝ่ายสหพันธรัฐ "อย่าได้บุกรุกข้ามเขตแดนเข้ามาในแคสสิโอเปียเป็นอันขาด ขณะนี้เราได้วางกองกำลังคุ้มกันแคว้นนี้และป้องกันการรุกรานของพวกท่านเอาไว้แล้ว จงอยู่ในที่ของพวกท่าน จนกว่าจะมีผลคำพิพากษาจากศาลทวีป หากพวกท่านชนะคดี พวกเราก็จะเปิดทางให้พวกท่านเข้ามา และจะกลับไปแต่โดยดี!"

เสียงโห่ร้องอื้ออึงจากฝ่ายจักรวรรดิดังกระหึ่มขึ้นทันทีหลังคำประกาศอย่างเฉียบขาดนั้น ไม่นานก็มีเสียงประกาศโต้แย้งกลับ

"ฝ่ายสหพันธรัฐพวกท่านก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันกับพวกเรา คือเป็นชาวนอกแคว้น หาใช่ชาวแคสสิโอเปียไม่ แล้วเหตุไฉน พวกท่านจึงบังอาจเข้าไปตั้งกองกำลังภายในแคสสิโอเปียได้เล่า ? ถือสิทธิ์อันใดมิทราบ! ?? ในเมื่อพวกท่านเข้าไปได้ พวกเราชาวจักรวรรดิแดนใต้ ก็ย่อมมีสิทธิ์เข้าไปได้เช่นกัน! พวกเรา บุกเข้าไป !!!"

"ช้าก่อน !!!" ยานบินลำหนึ่งในฝั่งแคสสิโอเปียบินขึ้นสูงเหนือทั้งสองกองทัพหลังจากประกาศห้าม ทำให้ทั้งกองทัพบกและทัพฟ้าของฝ่ายจักรวรรดิต้องติดเบรคฉับพลัน...เพราะมันเป็นยานของแคสสิโอเปีย!

"ข้า เอฟเฟสตัส ผู้นำแคว้นแคสสิโอเปีย อยู่ในยานลำนี้!" ประมุขแห่งแคสสิโอเปียประกาศตน "แคสสิโอเปียเป็นแคว้นกันชนระหว่างสองอาณาจักรแห่งพวกท่านก็จริง แต่ก็มีเอกราชและอธิปไตยปกครองตนเองตามสนธิสัญญาสงบศึก ชาวแคสสิโอเปียเรามีสิทธิ์ที่จะต้อนรับใครก็ได้ที่เราเห็นว่าเป็นมิตร และมีสิทธิ์ขับไล่ใครก็ได้ที่เราเห็นว่าเป็นศัตรู!!"

"ท่านกล่าวเยี่ยงนี้ หมายความว่ากระไร ???" ฝ่ายจักรวรรดิถามด้วยความหงุดหงิดไม่พอใจ

"ไม่น่าโง่งมถึงเพียงนี้เลยนี่ พวกจักรวรรดิท่าน!!" เสียงจากฝ่ายสหพันธรัฐชิงสอดแทรกอย่างเย้ยหยันก่อนที่เอฟเฟสตัสจะทันตอบ "แม้แต่เด็กที่อายุเพียงสี่ห้าขวบ พอจะพูดภาษาคนรู้เรื่องแล้วก็เข้าใจได้ไม่ยาก...ท่านเอฟเฟสตัสย่อมหมายความว่า แคสสิโอเปีย ต้อนรับพวกเราชาวสหพันธรัฐเพราะเห็นว่าพวกเราเป็นมิตร ให้ช่วยปกป้องอธิปไตยของดินแดนนี้ และจะขับไล่พวกท่านชาวจักรวรรดิ ซึ่งชาวแคสสิโอเปียเห็นว่าเป็นศัตรู มิใช่มิตร กำลังจะเข้ามายึดครองดินแดนนี้เพื่อกอบโกยสินทรัพย์ของชาวแคสสิโอเปียไป ก็อาจเป็นได้ !! " เสียงหยุดไปชั่วขณะ แล้วจึงพูดต่อ โดยถามไปยังผู้นำแห่งแคสสิโอเปีย "ข้าพูดถูกต้องหรือไม่ขอรับ ท่านเอฟเฟสตัส ?"

"มิผิด!!" ประมุขแห่งแคสสิโอเปียตอบ "ข้า และเหล่าสมาชิกสภาแห่งแคสสิโอเปีย ได้ประชุมกันแล้ว และได้ลงมติ เห็นเป็นเช่นนั้น!!"

นี่นับว่าเป็นการ "ฉีกหน้า" ฝ่ายจักรวรรดิอย่างจังๆ กลางแจ้ง !!

"เฮอะ!" เสียงจากฝ่ายจักรวรรดิแค่นกลับ "จะอย่างไรเสีย...พวกเรามั่นใจว่า คำพิพากษาจะเอื้ออำนวยฝ่ายเราอย่างแน่นอน พวกท่านจงเตรียมตัวเปิดทางให้พวกเราเข้าไปบริหารจัดการปกครองได้เลย! และท่าน...เอฟเฟสตัส! เตรียมตัวหางานใหม่ได้เลย !!!"

"มันจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นดอก!!" อีกเสียงหนึ่งตอบโต้พร้อมกับยานบินอีกลำหนึ่งบินขึ้นมาลอยตัวอยู่เคียงข้างยานของเอฟเฟสตัส ข้างลำตัวยานมีสัญลักษณ์อย่างหนึ่งปรากฏอย่างเด่นชัด เป็นรูปอินทรีขาวกางปีก กรงเล็บจากอุ้งเท้าทั้งสองขยุ้มกำตาชั่งซึ่งอยู่ในระนาบเสมอกัน มิได้เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งไว้ นั่นคือ สัญลักษณ์ของตุลาการศาลทวีปแอตแลนติส !!!

เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจและปลาบปลื้ม ดังกระหึ่มจากกองทัพสหพันธรัฐซึ่งตั้งอยู่ในฝั่งแคว้นแคสสิโอเปีย ตรงกันข้ามกับฝั่งจักรวรรดิซึ่งเงียบกริบ!

"ทุกท่าน จงฟังทางนี้!" เสียงประกาศจากยานบินของตุลาการศาลทวีป "ข้าคือ เฮโรดัส หัวหน้าผู้พิพากษาแห่งศาลทวีป! ขอแจ้งให้ท่านทั้งหลายทราบโดยทั่วกันว่า ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร แคสสิโอเปีย จะอยู่ในความคุ้มครองของศาลทวีปเป็นการชั่วคราว! ทันทีที่มีผลประกาศคำพิพากษา ให้พวกท่านชาวจักรวรรดิแอตแลนติสใต้ กลับสู่ที่ๆ พวกท่านจากมาโดยทันที และห้ามเข้าใกล้เส้นแบ่งเขตแดนเกินระยะ 10 คิลเมโตร !! หากผู้ใดรุกล้ำข้ามกำหนดนี้เข้ามา จะถูกยิงด้วยอาวุธจากกองกำลังพิทักษ์ชนแห่งตุลาการศาลทวีป ซึ่งสนธิกำลังด้วยกองกำลังของแคสสิโอเปียทันที !!!"

เท่านั้นเอง เสียงเฮก็ดังลั่นจากฝ่ายสหพันธรัฐ ก้องกระหึ่มไปทั่ว!

"และในระหว่างที่แคสสิโอเปียอยู่ในความคุ้มครองของศาลทวีปเป็นการชั่วคราวนั้น ..." เฮโรดัส ประมุขแห่งตุลาการศาลทวีป กล่าวต่อไปอีก "...ห้ามมิให้ชาวนอกแคว้น ไม่ว่าฝั่งไหน เข้ามาในแคสสิโอเปียเป็นอันขาด เว้นเสียแต่มีหนังสือ 'ใบผ่านทาง' อนุญาต ลงนามโดยข้า เฮโรดัส แต่เพียงผู้เดียว และผู้ได้รับอนุญาต จะสามารถอยู่ในแคสสิโอเปียได้ไม่เกิน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ข้าลงนามอนุญาต...การที่ทำเช่นนี้ เพราะทางเราทราบดีว่า ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาเช่นไร ก็จะไม่มีฝายใดซึ่งเป็นผู้แพ้คดีจะยอมแพ้ จะต้องมีการยื่นขออุทธรณ์อย่างแน่นอน ถึงศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินแล้วก็ย่อมจะต้องมีการยื่นขอฎีกากันอีก เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดซึ่งจะเป็นฝ่ายชนะคดี เข้ามายึดครองแคสสิโอเปียโดยฉับพลันทันที ผู้ชนะคดีจะกระทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อคดีความนี้ ตัดสินในชั้นฎีกาแล้วเท่านั้น !!! เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายที่มาจากจักรวรรดิแอตแลนติสใต้ อย่าได้เสียเวลาอีกต่อไปเลย เหล่าทหารจงกลับเข้ากรมกองไปเสียเถิด !! ส่วนทางฝ่ายสหพันธรัฐ พวกท่านสามารถอยู่ช่วยปกป้องแคสสิโอเปียกับเราและชาวแคสสิโอเปียต่อไปได้ จนกว่าจะได้ทราบผลแห่งคำพิพากษาแล้วจึงค่อยกลับ...ในระหว่างนี้ หากมียานลำใดของฝ่ายจักรวรรดิบินล่วงล้ำน่านฟ้าแห่งแคสสิโอเปียเข้ามา อนุญาตให้พวกท่านยิงผู้บุกรุกได้ทันที! และฝ่ายเราก็จะช่วยยิงสกัดต่อต้านการบุกรุก เช่นเดียวกัน !!!"

เสียงเฮจากฝ่ายสหพันธรัฐดังลั่นเป็นคำรบสอง ไม่มีเสียงจากฝ่ายจักรวรรดิเลยแม้แต่น้อย...

แล้วยานบินของตุลาการศาลทวีป ก็บินจากไป.....

💫💫🚀💫💫🚀💫💫🚀💫💫🚀💫💫🚀💫💫🚀💫💫🚀💫💫🚀💫💫🚀💫💫🚀💫💫🚀💫💫🚀

ภายในถ้ำ กลางป่าลึก ทางเหนือแห่งเกาะนิรนาม...

" ไม่! ไม่นะ! ไม่ๆๆๆๆ เจ้าต้องไม่ตาย อย่าตาย ห้ามตายนะ ปุยเมฆ ได้ยินศิษย์พี่พูดไหม ห้ามตาย เข้าใจไหม!!"

นางลิงเผือกแสนรู้พยักหน้าสองสามครั้งด้วยน้ำตาคลอในขณะที่จ้องสบตากับ "ศิษย์ผู้พี่" ของมัน

"ทำไงกันดีเนี่ย ???" สาวจอยเหลียวซ้ายเหลียวขวาถามกับทุกคน สุดท้ายหันไปถาม "คนป่วย"

"ปุยเมฆจ๋า...จะให้พวกเราช่วยเธออย่างไร บอกมาเร็ว!"

"ศิษย์ผู้น้อง" ของแม่หมอฟรีด้ามองหน้าเธอแล้วยิ้มให้นิดหนึ่ง จากนั้นใช้กิ่งไม้เขียนอักษรบนพื้นอีก

"พา....ข้า....ไป....ต่อ...ข้างหลัง...นี่!" แม่หมออ่านออกเสียง พอจบคำสุดท้าย ทุกคนต่างก็งุนงง

"ไปต่อ ข้างหลังนี่เหรอ ???" แม่หมอทำหน้าเลิ่กลั่ก ทุกคนมองไปที่ด้านหลังของนางลิงเผือก ก็ยิ่งสงสัยไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีก

"ด้านหลังของเธอ มีแต่ผนังหิน มันเป็นทางตันนี่จ๊ะ จะไปต่อได้อย่างไร ??" สาวจอยซักถามอีกอย่างไม่ลดละ

แทนคำตอบ...ปุยเมฆขยับเบี่ยงตัวไปทางซ้าย สองมือพยุงตัวเองกระเถิบไป...

ทุกคนมองไปยังบริเวณผนังซึ่งมันเคยนั่งพิงหลัง ต่างคนต่างขมวดคิ้ว

"ผมมองเห็นครับ!" แอนดี้พูดขึ้นมา

"เห็นอะไรจ๊ะ แอนดี้ ?" สาวๆ เกือบทุกคนร้องถาม

"ตรงนี้ สามารถทะลุผ่านไปได้ครับ แต่ถูกปิดกั้นไว้ด้วยแผ่นหิน!"

"หา !!!??" แม่หมออุทาน "มีทางลับเข้าไปอีกหรือนี่ ?"

"ใช่ขอรับ แม่หมอ" แอนดี้ตอบเป็นภาษาของนาง

"แล้ว...เธอจะหาทางเข้าไปได้ไหม ?" สาวจอยถาม

"ขอผมตรวจดูให้ละเอียดแป๊บนึงครับ"

ตอบเจ้านายจอยด้วยภาษาไทยแล้ว แอนดี้ก็ก้มลง พิจารณาผนังหินตรงนั้น เปิดระบบเอ็กซเรย์อายส์ มองเห็นทะลุเข้าไปข้างในแล้วก็พบกับความมืดมิด

"แปลกครับ..." กลับมาพูดภาษาแอตแลนติสเชี่ยนอีกครั้ง

"มีอะไรแปลก แอนดี้ ?" แม่หมอถาม

"ตรงนี้ทะลุไปได้จริงๆ ขอรับ แต่ก็จะเจอกับความมืดอย่างเดียว ไม่มีอะไรต่อไปข้างหน้า แต่มีเสียงน้ำไหลอยู่เบื้องล่าง!"

"ต้องเป็นเส้นทางสายใหม่แน่ๆ และปุยเมฆรู้! ข้าเดาว่า มันรู้ เพราะมันคงจะเคยผ่านออกมาจากทางนี้!"

"ถ้าอย่างนั้น กระผมคงต้องทลายผนังกำแพงหินตรงนี้เสียก่อน" แอนดี้กล่าวแล้วลุกขึ้นยืนถอยหลังออกมา ยื่นมือขวาออกไปพร้อมกับแบฝ่ามือตั้งขึ้นเตรียมปล่อยลำแสงเลเซอร์ ปากพูดบอกกับสาวๆ

"ช่วยประคองปุยเมฆออกมาห่างๆ ก่อนครับ!"

ทันทีนั้น โดยใครๆ ไม่คาดคิด นางลิงเผือกร้องลั่น และสองมือยกขึ้นโบกไปมาเป็นสัญญาณห้าม!

"เจี๊ยกกก!! เจี๊ยกๆๆๆๆ เจี๊ยกๆๆๆ"

ทุกคน รวมทั้งแอนดี้ หันไปมองดูมัน

"ไม่ให้ทำลายผนังนี้หรือ ปุยเมฆ ??" แม่หมอถาม และมันส่ายหน้ารัวๆ แล้วยกสองมือขึ้นห้ามแอนดี้ไว้ด้วย!

"ถ้าไม่ให้ทำลายผนัง ก็หมายความว่า ตรงนี้เป็นประตูลับ ต้องมีวิธีเปิด !!" แม่หมอฟันธง

"ใช่ไหมจ๊ะ ปุยเมฆ ?" สาวจอยถามอีก และมันพยักหน้า จากนั้นแยกเขี้ยว ถือกิ่งไม้ขีดเขียนอักษรบนพื้นอีก

"ตอนนี้...ข้า...เจ็บปวด...มาก...รีบ...เปิด...ประตู...แล้ว...รีบ...ไป!" แม่หมอเป็นคนอ่านออกเสียงเหมือนเดิม

"แอนดี้ รีบหาทางเปิดเร็วๆ" สาวจอยเร่งเร้า

"ขอผมดูอีกแป๊บนึงครับ" แอนดี้ตอบแล้วเดินเข้าไปใกล้ๆ ผนังหินอีกครั้ง พิจารณาอย่างละเอียด แล้วยกฝ่ามือขึ้นอีกครั้ง พอนางลิงเผือกจ้องมองหน้าเหมือนข้องใจ เขาก็ยิ้มและบอกกับมัน

"แอนดี้ไม่ทำลายประตูจ้ะ ปุยเมฆ ไม่ต้องห่วงนะ!"

มันยิ้มตอบ เห็นได้ชัดว่าฝืนกัดฟันยิ้มด้วยความเจ็บปวดภายใน

"ทนหน่อยนะจ๊ะ ปุยเมฆ อดทนไว้นะ" สาวจอยปลอบมันพลางยกมือขึ้นลูบหัว ทั้งด้วยความรักใคร่และความเป็นห่วง แล้วหันมาถามลูกน้องคนเก่งของเจ้านายตน "เธอจะทำอะไรจ๊ะ แอนดี้"

"ผมกำลังจะปล่อย รังสีคืนสภาพ ครับ!"

"อะไรนะแอนดี้ ?? !! รังสีคืนสภาพเหรอ ??" สาวๆ ผู้มาจากอนาคตทั้งหลายร้องถามกันเกรียว

"มันเป็นยังไงอะ ?? เหมือนที่ โดราเอม่อน การ์ตูนญี่ปุ่นสมัย ค.ศ.ที่ 20 ปล่อยออกมาจากไฟฉายหรือเปล่า ???" คราวนี้ รัชนีเป็นผู้ถามบ้าง

"ประมาณนั้นแหละครับผม!" แอนดี้ตอบยิ้มๆ

"เฮ้ย! จริงง่ะ ???"

"แล้วทำไม เธอถึงต้องใช้รังสีนี้ล่ะจ๊ะ ?" จากแฝดผู้น้องก็ตามด้วยการถามจากแฝดผู้พี่ รัชนก

"เพราะบานประตูนี้ผ่านกาลเวลามานานจนสึกกร่อน มองไม่เห็นสภาพเดิมแล้วครับ ผมต้องการดูสภาพเดิมของมัน"

"แล้วพอเธอฉายรังสีใส่มัน มันจะกลับมาใหม่กิ๊งเลยเหรอ ??"

"ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับคุณรัชนก แต่ก็พอจะฟื้นฟูรูปร่างริ้วรอยเดิมขึ้นมาได้ ประมาณ 50 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ครับ ถ้าเป็นของเก่ามากๆ ก็อาจได้ประมาณ 50 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์"

"โอเคจ้ะ! งั้นลงมือเลย เร็วด้วย ปุยเมฆกำลังเจ็บปวดมากเลยตอนนี้อะ" สาวจอยกล่าวพลางมองดูนางลิงเผือกซึ่งกำลังนั่งทำหน้าเหยเกแยกเขี้ยวอยู่

"ครับผม" แอนดี้ตอบ แล้วฉายรังสี "คืนสภาพ" เป็นลำแสงสีม่วง พุ่งเข้าจับบริเวณกึ่งกลางจุดที่ปุยเมฆเคยนั่งเอาหลังพิง

เวลาผ่านไป ประมาณสามนาที ช่วงระหว่างนั้น ทุกคนก็ได้มองเห็นปรากฏการณ์อันน่าตื่นตะลึง!

ผนังหินซึ่งผุกร่อนเป็นปุ่มปมแตกร้าวใหญ่น้อยตามกาลเวลานั้น ค่อยๆ ปรับสภาพเป็นราบเรียบ ปรากฏเป็นรอยกรอบ 4 เหลี่ยมรูปประตูขนาดเล็ก รอยนั้นดูเหมือนถูกแกะสลัก หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องถูกเจาะลึกด้วยอุปกรณ์ล้ำยุค เพราะว่า ตรงกลางประตู ยังมีรอยรูปวงกลมดิกสองชั้นซ้อนกันอยู่ แถมมีรูป "ฝ่ามือ" อยู่ตรงกลางเสียด้วย

ฝ่ามือนั้น มีขนาดใหญ่พอๆ กับฝ่ามือคนทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนทึ่งก็คือ มันมี 4 นิ้ว !!

(ต่อครับ) ^^
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่